|
|
หัวข้อกระทู้ :หนึ่งวันของคนทำงานหน้าคอม ร่างกายต้องรับอะไรบ้างโดยที่เราไม่รู้ตัว?
หนึ่งวันของคนทำงานหน้าคอม ร่างกายต้องรับอะไรบ้างโดยที่เราไม่รู้ตัว?

การนั่งทำงานอยู่หน้าจอนานแปดถึงสิบชั่วโมงต่อวันอาจดูเหมือนเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ใช้พลังงานกายมากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายกำลังรับภาระหนักหน่วงอย่างเงียบๆ โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว พฤติกรรมนั่งนิ่งๆ ท่าเดิมซ้ำๆ สะสมต่อเนื่องหลายปี กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญของโรคออฟฟิศซินโดรมและหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งในกรณีที่อาการรุนแรงจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ทางเลือกสุดท้ายอย่างการผ่าตัดกระดูกสันหลังอาจกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก พร้อมกับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายผ่าตัดกระดูกสันหลังที่ตามมาโดยไม่ทันตั้งตัว
แรงกดทับมหาศาลบนกระดูกสันหลังขณะนั่ง
หลายคนเข้าใจผิดว่าการนั่งคือการพักผ่อนของร่างกาย แต่ในทางสรีรวิทยาแล้ว ท่าทางการนั่งโดยเฉพาะการนั่งหลังค่อมหรือนั่งก้มหน้า เข้าไปเพิ่มแรงดันในหมอนรองกระดูกสันหลังมากกว่าท่านั่งตรงปกติถึงสองเท่า และมากกว่าท่านอนถึงสี่เท่าแรงกดทับที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดวันทำงาน ทำให้หมอนรองกระดูกสูญเสียความยืดหยุ่น เสื่อมสภาพเร็วขึ้น และอาจเกิดการปลิ้นออกมาดันทับเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียงได้ในที่สุด
ภาวะกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวอ่อนแรง
เมื่อเรานั่งนานๆ กล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างซึ่งทำหน้าที่เหมือนเฝือกธรรมชาติคอยพยุงกระดูกสันหลัง จะหยุดทำงานและเกิดภาวะฝ่อลีบ ส่งผลให้กระดูกสันหลังต้องรับน้ำหนักตัวทั้งหมดไปเต็มๆ โดยไม่มีกล้ามเนื้อคอยช่วยกระจายแรงกดทับ
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
• อาการชาร่างกายส่วนล่าง ลามลงไปถึงปลายเท้า
• ความรู้สึกเหมือนมีไฟช็อตวิ่งผ่านบริเวณสะโพกลงไปตามแนวขา
• อาการปวดตึงบริเวณคอ บ่า และหลังส่วนล่างที่ไม่หายขาดแม้จะนวดผ่อนคลายแล้ว
สายตาและดวงตากับการรับแสงสีฟ้าตลอดวัน
การเพ่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่ค่อยกะพริบตา ทำให้น้ำตาละเหยเร็วขึ้น นำไปสู่อาการตาแห้ง ระคายเคือง และสายตาพร่ามัว แสงสีฟ้าจากหน้าจอยังเข้าไปกระตุ้นให้จอประสาทตาทำงานหนัก เกิดความล้าของกล้ามเนื้อตา และส่งผลกระทบต่อวงจรการนอนหลับเนื่องจากร่างกายลดการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน
ระบบไหลเวียนโลหิตที่ทำงานช้าลง
การนั่งนิ่งๆ เป็นเวลานานทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณขาและเท้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด กล้ามเนื้อน่องซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจดวงที่สองในการสูบฉีดเลือดดำกลับเข้าสู่หัวใจไม่ได้ทำงาน ส่งผลให้เกิดอาการเท้าบวม เลือดกระจุกตัว และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในเนื้อเนื้อเยื่อชั้นลึกโดยไม่รู้ตัว
จากอาการปวดเรื้อรังสู่ขั้นตอนการรักษาทางการแพทย์
เมื่ออาการปวดหลังพัฒนารุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เดินได้ไม่ไกล ยืนได้ไม่นาน หรือมีอาการอ่อนแรงของขา การรักษาด้วยวิธีประเล้าประโลมอย่างการทำกายภาพบำบัดหรือการกินยาอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การเข้าปรึกษาแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อประเมินแนวทางการผ่าตัดกระดูกสันหลังจึงกลายเป็นทางออกที่ต้องนำมาพิจารณา
การเตรียมพร้อมรับมือกับแนวทางการรักษา
เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันมีการพัฒนาการผ่าตัดผ่านกล้องขนาดเล็ก ซึ่งช่วยลดขนาดแผล ลดการบอบช้ำของเนื้อเยื่อรอบข้าง และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่ทันสมัยมักมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายผ่าตัดกระดูกสันหลังที่สูงพอสมควร การวางแผนทางการเงิน การทำประกันสุขภาพ หรือการดูแลสุขภาพหลังตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง
ปรับพฤติกรรมง่ายๆ เพื่อปกป้องร่างกายในทุกวันทำงาน
ก่อนที่ร่างกายจะประท้วงจนถึงขั้นต้องพึ่งพาการรักษาใหญ่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานในแต่ละวันคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดและเริ่มต้นได้ทันที
• ลุกเปลี่ยนอิริยาบถหรือยืดสายตาทุกห้าสิบนาที ยืนยืดเส้นยืดสายประมาณสองถึงสามนาที
• จัดระดับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาพอดี โดยไม่ต้องก้มหรือเงยคอ
• ใช้เก้าอี้ที่มีระบบซัพพอร์ตหลังส่วนล่าง หรือใช้หมอนรองหลังเพื่อช่วยรักษาโค้งกระดูกสันหลังตามธรรมชาติ
การดูแลร่างกายในวันทำงานไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่อย่ามองข้ามสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ ที่ร่างกายส่งออกมา เพราะการป้องกันรักษาสุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อตั้งแต่วันนี้ ย่อมดีกว่าการรอให้เกิดปัญหารุนแรงจนต้องแบกรับทั้งความเจ็บปวดและค่าใช้จ่ายในการรักษาในอนาคต
|
IP Logged
|