|
|
หัวข้อกระทู้ :เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน และเวตเทรนนิง ให้อะไรกับร่างกายแตกต่างกันอย่างไร
เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน และเวตเทรนนิง ให้อะไรกับร่างกายแตกต่างกันอย่างไร
การเลือกวิธีออกกำลังกายไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบ แต่เป็นเรื่องของการส่งเสริมระบบต่างๆ ในร่างกายให้ตอบโจทย์เป้าหมายสุขภาพของแต่ละคน! ไม่ว่าจะเป็นการเดินชิลๆ การวิ่งสปีด การปั่นจักรยาน หรือการยกเวต ทุกรูปแบบล้วนมีเสน่ห์และสร้างการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทว่าสิ่งที่หลายคนมักมองข้ามคือการส่งผลกระทบต่อกระดูกและข้อต่อ โดยเฉพาะบริเวณหมอนรองกระดูกสันหลัง หากเลือกแรงกระแทกที่ไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย อาจนำไปสู่อาการปวดหลังเรื้อรัง จนต้องมองหา ศูนย์เฉพาะทางเพื่อประเมินอาการและตรวจวินิจฉัยว่าหมอนรองกระดูกทับเส้นรักษาที่ไหนดีและมีทางเลือกที่ไม่ต้องผ่าตัดอย่างไรบ้าง เพื่อให้สามารถกลับมาขยับร่างกายได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
เดิน และ วิ่ง สองกิจกรรมทางราบกับผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างคาดไม่ถึง
แม้จะใช้สองขาเหมือนกัน แต่แรงกระทำต่อร่างกายระหว่างการเดินและการวิ่งกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การเดินถือเป็นการออกกำลังกายแบบ Low-impact ที่มีความน่าสนใจสูง เพราะอัตราการเกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บต่ำมาก หัวใจจะทำงานในระดับปานกลาง (Zone 2) ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานได้ดีที่สุด ทั้งยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในแนวกระดูกสันหลัง ช่วยให้สารอาหารไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกได้สะดวก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกาย
ในทางกลับกัน การวิ่งคือการออกกำลังกายแบบ High-impact ตัวจริง! ทุกครั้งที่เท้ากระทบพื้น ร่างกายจะต้องรับแรงกระแทกสูงถึงสองถึงสามเท่าของน้ำหนักตัว ข้อดีคือช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก บริหารระบบหลอดเลือดและหัวใจ (Cardiovascular System) ได้อย่างเข้มข้น แข็งแรง และเผาผลาญแคลอรีได้มหาศาลในเวลาอันสั้น แต่ถ้าหากวิ่งด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องหรือลงน้ำหนักส้นเท้าหนักเกินไป แรงกระแทกสะสมอาจส่งผ่านไปยังข้อต่อและหมอนรองกระดูกจนเกิดการบวมโตหรือปลิ้นกดทับเส้นประสาทได้
ปั่นจักรยาน ทางเลือกเซฟข้อต่อที่สายคาร์ดิโอหลงรัก
หากคุณต้องการฝึกความอึดของหัวใจโดยไม่อยากให้ข้อต่อต้องแบกรับแรงกระแทก การปั่นจักรยานคือคำตอบที่ตรงจุด
• ถนอมข้อต่อเข่าและกระดูกสันหลัง น้ำหนักตัวส่วนใหญ่จะถูกกระจายลงบนเบาะนั่ง ทำให้ไม่มีแรงกระแทกจากพื้นพุ่งกลับขึ้นมายังข้อเท้า เข่า หรือสะโพก
• สร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อขา การปั่นกระตุ้นกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps) กล้ามเนื้อแฮมสตริง และกล้ามเนื้อน่องให้ทำงานประสานกันอย่างต่อเนื่อง
• ระบบเผาผลาญทำงานทรงพลัง การปั่นจักรยานอย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มอัตรา Metabolic Rate ได้เทียบเท่ากับการวิ่ง โดยไม่ทำให้เกิดอาการปวดข้อในวันถัดไป
กระนั้น การปรับระดับเบาะและแฮนด์ที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้ผู้ปั่นต้องก้มตัวมากเกินไปจนเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังได้เช่นกัน
เวตเทรนนิง เสริมเกราะป้องกันให้โครงสร้างร่างกาย
การยกน้ำหนักเพื่อสร้างแรงต้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดัมเบล บาร์เบล หรือเครื่องเล่น จะช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีนในกล้ามเนื้อ (Muscle Protein Synthesis) ทำให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อรอบแกนกลางลำตัว (Core Muscles) แข็งแรง พวกมันจะทำหน้าที่เหมือน "เฝือกธรรมชาติ" คอยพยุงกระดูกสันหลังไม่ให้รับภาระหนักเกินไป นอกจากนี้ ความเค้น (Stress) ที่ส่งผ่านไปยังกระดูกขณะยกน้ำหนัก ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์สร้างกระดูกทำงานดีขึ้น ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนในระยะยาวได้อย่างเยี่ยมยอด
ปรับการออกกำลังกายให้สมดุลและปลอดภัยในระยะยาว
การผสมผสานกิจกรรมทั้ง 4 รูปแบบอย่างลงตัวถือเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพดี การเล่นคาร์ดิโออย่างเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยาน 3-4 วันต่อสัปดาห์ ควบคู่ไปกับการเล่นเวตเทรนนิง 2 วันต่อสัปดาห์ จะช่วยให้ร่างกายได้ทั้งความอึดของหัวใจและความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างสมบูรณ์แบบ
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังร้าวลงขา อาการชาที่ปลายเท้า หรือผู้ที่เคยผ่าน การผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังด้วยเทคนิคส่องกล้องแผลเล็กและการใส่หมอนรองกระดูกเทียม การเลือกรูปแบบกิจกรรมต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง ควรหลีกเลี่ยงการวิ่งบนพื้นแข็ง การกระโดด หรือการยกน้ำหนักในท่าที่ต้องก้มโค้งหลัง แล้วหันมาเน้นการเดิน การปั่นจักรยานแบบตั้งหลังตรง หรือการออกกำลังกายในน้ำแทน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำ
|
IP Logged
|